ข้อคิดในการใช้ขีวิต

1. อย่าทำลายความหวังของใครเพราะเขาอาจเหลืออยู่แค่นั้นก็ได้
2. เมื่อมีคนเล่าว่าตัวเขามีส่วนในเหตุการณ์สำคัญอะไรก็ตามเราไม่ต้องไปคุยทับปล่อยเขาฟุ้งไปตามสบาย 3. รู้จักฟังให้ดี โอกาสทองบางทีมันก็มาถึงแบบแว่ว ๆเท่านั้น
4. หยุดอ่านคำอธิบายสถานที่ทางประวัติศาสตร์ซึ่งอยู่ตามริมทางเสียบ้าง
5. จะคิดการใดจงคิดการให้ใหญ่ๆเข้าไว้แต่เติมความสุขสนุกสนานลงไปด้วยเล็กน้อย
6. หัดทำสิ่งดี ๆให้กับผู้อื่นจนเป็นนิสัยโดยไม่จำเป็นต้องให้เขารับรู้
7. จำไว้ว่าข่าวทุกชนิดล้วนถูกบิดเบือนมาแล้วทั้งนั้น
8. เวลาเล่นเกมกับเด็ก ๆ ก็ปล่อยให้แกชนะไปเถิด
9. ใครจะวิจารณ์เรายังไงก็ช่าง ไม่ต้องไปเสียเวลาตอบโต้
10. ให้โอกาสผู้อื่นเป็นครั้งที่ "สอง"แต่อย่าให้ถึง"สาม"
11. อย่าวิจารณ์นายจ้างถ้าทำงานกับเขาแล้วไม่มีความสุขก็ลาออกซะ
12. ทำตัวให้สบาย อย่าคิดมาก ถ้าไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายแล้วอะไร ๆ มันก็ไม่ได้สำคัญอย่างที่คิดไว้ทีแรกหรอก
13. ใช้เวลาน้อย ๆ ในการคิดว่า "ใคร" เป็นคนถูกแต่ใช้เวลาให้มากในการคิดว่า "อะไร" คือสิ่งที่ถูก
14. เราไม่ได้ต่อสู้กับ "คนโหดร้าย" แต่เราต่อสู้กับ "ความโหดร้าย" ในตัวคน
15. คิดให้รอบคอบก่อนจะให้เพื่อนต้องมีภาระในการรักษาความลับ
16. เมื่อมีใครสวมกอดคุณ ให้เขาเป็นฝ่ายปล่อยก่อน
18. เป็นคนถ่อมตนคนเขาทำอะไรต่ออะไรสำเร็จกันมามากมายแล้วตั้งแต่เรายังไม่เกิด
19. ไม่ว่าจะตกอยู่ในสถานการณ์อันเลวร้ายเพียงใด...สุขุมเยือกเย็นเข้าไว้
20. อย่าไปหวังเลยว่าชีวิตนี้จะมีความยุติธรรม
21. อย่าให้ปัญหาของเราทำให้คนอื่นเขาเบื่อหน่ายถ้ามีใครมาถามเราว่า "เป็นยังไงบ้างตอนนี้" ก็บอกเขาไปเลยว่า "สบายมาก"
22. อย่าพูดว่ามีเวลาไม่พอ เพราะเวลาที่คุณมีมันก็วันละยี่สิบสี่ชั่วโมงเท่าๆกับที่ หลุยส์ ปาสเตอร์ , ไมเคิลแอนเจลโล , แม่ชีเทเรซา, ลีโอนาร์โด ดา วินชี, ทอมัส เจฟเฟอร์สัน หรืออัลเบิร์ต ไอสไตน์ เขามีนั่นเอง
23. เป็นคนใจกล้าและเด็ดเดี่ยวเมื่อเหลียวกลับไปดูอดีตเราจะเสียใจในสิ่งที่อยากทำแล้วไม่ได้ทำมากกว่าเสียใจในสิ่งที่ทำไปแล้ว
24. ประเมินตนเองด้วยมาตรฐานของตัวเอง ไม่ใช่ด้วยมาตรฐานของคนอื่น
25. จริงจังและเคี่ยวเข็ญต่อตนเอง แต่อ่อนโยนและผ่อนปรนต่อผู้อื่น
26. อย่าระดมสมอง เพราะไอเดียดี ๆ ใหม่ ๆ และยิ่งใหญ่จนสามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้ล้วนมาจากบุคคลที่คิดค้นอยู่แต่เพียงผู้เดียวทั้งสิ้น
27. คงไว้ซึ่งความเป็นคนเปิดเผย อ่อนโยน และอยากรู้อยากเห็น
28. ให้ความนับถือแก่ทุกคนที่ทำงานเพื่อเลี้ยงชีพ ไม่ว่างานที่เขาทำนั้นจะกระจอกงอกง่อยสักปานใด
29. คำนึงถึงการมีชีวิตให้ "กว้างขวาง" มากกว่าการมีชีวิตให้ "ยืนยาว"
30. มีมารยาทและอดทนกับคนที่สูงวัยกว่าเสมอ คุณทำอย่างนั้นอยู่หรือเปล่า?

ที่มา... www.kapook.com

ข้อคิดเพื่อการทำงานอย่างมีความสุข

1. หาจุดสนุกของงานที่ทำและบอกตัวเองพูดถึงจุดนั้นบ่อยๆ เพื่อ เสริมสร้างกำลังใจ
2. ทำตัวเองให้พอใจอะไรง่ายๆ อย่าให้ต้องบังคับตัวเองมากนัก
3. อย่าเก็บเรื่องเล็กน้อยมาใส่ใจ อย่าเก็บเรื่องไม่เป็นเรื่องไว้ให้ทุกข์ใจ
4. ยอมรับในความแตกต่างของบุคคล อย่าถือความแตกต่างเป็นข้อขัดแย้ง หรือทำให้เกิดความขุ่นเคือง-คนอื่นย่อมคิดและกระทำไม่ ขัดแย้ง หรือทำให้เกิดความขุ่นเคือง-คนอื่นย่อมคิดและกระทำไม่ขัดแย้ง หรือทำให้เกิดความขุ่นเคือง-คนอื่นย่อมคิดและกระทำไม่เหมือนเรา
5. อย่าให้คำพูดตัวเองทำร้ายตัวเอง เช่นอย่าพูดในเชิงลบเกี่ยวกับตัวเอง อย่าพูดในเชิงลบเกี่ยวกับงาน และเกี่ยวกับหัวหน้าของเรา
6. ยอมรับว่าคนอื่นไม่ได้เกิดมาเพื่อเราคนเดียว ดังนั้นทุกคนย่อมกระทำ พูด หรือคิด อะไรบางอย่างที่ไม่ถูกใจเราบ้างเป็นธรรมดา
7. มองคนแง่ดี คนเราจะทำอะไรย่อมมีสาเหตุและอธิบายได้เสมอ
± คนเราจะทำอะไรย่อมมีเหตุผลเสมอ
± สิ่งกระตุ้นอย่างเดียวกัน ย่อมก่อให้เกิดพฤติกรรมต่างกันได้
± อย่าเอาตัวเองตัดสินคนอื่น
8.ทำวันนี้ให้ดีที่สุด “รักกับคนทั้งโลก ถูกโฉลกหรือไม่ ก็ยิ้มให้กัน”

แง่คิดเพื่อชีวิตที่ดี...

เมื่อคุณกำลังสนุกสนาน ก็อย่ารับปากพล่อยๆ
เมื่อคุณกำลังเศร้า ก็อย่าได้ตอบกลับ
เมื่อคุณกำลังโกรธ ก็อย่าไปตัดสินใจอะไร คิดให้ถี่ถ้วน ทำอย่างสุขุม
เวลาก็เหมือนสายน้ำ คุณไม่มีทางสัมผัสน้ำเดียวกันได้สองครั้งหรอก
เพราะมันได้ไหลผ่านไปแล้วมีความสุขกับทุกช่วงชีวิตของเราดีกว่า...

หากมีสิ่งใดเกินกำลังของเรา จงอย่าดันทุรัง
ทุกครั้งที่เราพ่ายแพ้ จะเป็นแรงผลักดันให้เราก้าวล้ำขึ้นไปอีกขั้นหนึ่งเสมอ

ข้อคิดเพื่อชีวิตของคนทำงาน ตอนที่ 1

๑. ระหว่างเข้าประชุม ให้พูดด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลและใช้ปากกาด้ามโต
๒. แต่งตัวให้ดีที่สุดเท่าที่คุณสามารถทำได้
๓. จัดโต๊ะทำงานของคุณให้เรียบร้อย บุคคลส่วนใหญ่ที่ประสพความสำเร็จจะมีโต๊ะทำงานที่ว่างโล่ง
๔. อย่าได้ปล่อยให้ชายขอบชั้นในโผล่พ้นชายกระโปรง
๕. อย่ากลัวที่จะเปลี่ยนแปลงการตัดสินใจ
๖. จงให้คำชมเชยเมื่อมีโอกาส การแสดงให้เห็นว่าคุณรู้ความจริง ก็เป็นการติติงที่พอแล้ว
๗. เมื่อใดที่พบเพื่อนร่วมงานนอกเวลางาน จงถือเป็นเรื่องสำคัญที่จะคุยกัน ในเรื่องอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องกับงาน๘. จงมีความเห็นใจต่อบรรดานายทั้งหลายด้วย พวกเขานั้นต่างต้องการความช่วยเหลื่อ
๙. อย่าพยายามซ่อนผ้าอนามัยไว้ในแขนเสื้อเมื่อจะเข้าห้องน้ำ ก่อนจะเข้าไปให้เตรียมถุงหรือซองสำหรับใส่ไปด้วยเสมอ
๑๐. จงระวัง เทคโนโลยีข้อมูลข่าวสารมักทำงานได้น้อยกว่าที่คุยไว้ ทั้งยังใช้เวลานานกว่า เสียค่าใช้จ่ายมากกว่าและไม่ช้าก็ต้องเปลี่ยนใหม่

(ติดตามตอนต่อไป)

แง่คิด...สกิตใจ

1.นึกไว้เสมอว่าการโกรธ 1 นาที จะทำให้ความทุกข์อยู่กับคุณ 3 ชั่วโมง
2.ถ้ายิ้มให้กับคนที่อยู่ในกระจก รับรองว่าเขาต้องยิ้มกลับมาทุกครั้งแน่
3.ลองปลูกต้นไม้เองสักต้น การเติบโตของมันจะบ่งบอกตัวตนของคุณได้
4.หลับตานิ่งๆสักสามนาที เมื่อรู้สึกว่าอะไรที่อยู่ตรงหน้ามันช่างยากเหลือเกิน
5.ระหว่างแปรงฟัน ฮัมแพลงด้วยจนจบ จะทำให้ฟันสะอาดขึ้นสองเท่า
6.เคี้ยวข้าวแต่ละคำให้ช้าลง จากที่รสชาดธรรมดา ก็จะอร่อยขึ้นเยอะเลย
7.ไม่ว่าผมจะสั้นหรือยาวแค่ไหน ก็ต้องการให้หวีอย่างถนุถนอมเหมือนกันหมด
8.การขึ้นลงบันใดสูงๆ แบบไม่ให้เมื่อย คือการไม่นับว่ากำลังยืนอยู่บันใดขั้นที่เท่าไร
9.คนตาบอดจะเห็นว่าคุณสวย/หล่อมากๆทันที ที่คุณถามเขาว่า "ช่วยพาข้ามถนนไหมคะ/ครับ?"
10.เมื่อจะหยิบเศษเงินให้ขอทาน ไม่จำเป็นต้องนับก่อนที่หย่อนลงกรป๋องหรอก

จากhttp://www.dek-d.com/board/view.php?id=781498

บทความการศึกษา


การศึกษา คือการสร้างคนให้มีความรู้ ความสามารถมีทักษะพื้นฐานที่จำเป็นมีลักษณะนิสัยจิตใจที่ดีงาม มีความพร้อมที่จะต่อสู้เพื่อตนเองและสังคม มีความพร้อมที่จะ ประกอบการงานอาชีพได้ การศึกษาช่วยให้คนเจริญงอกงาม ทั้งทางปัญญา จิตใจ ร่างกาย และสังคม การศึกษาจึงเป็นความจำเป็นของชีวิตอีกประการหนึ่ง นอกเหนือจากความจำเป็น ด้านที่อยู่อาศัย อาหารเครื่องนุ่งห่ม และยารักษาโรค การศึกษาจึงเป็นปัจจัยที่ 5 ของชีวิต เป็นปัจจัยที่จะช่วยแก้ปัญหาทุก ๆ ด้านของชีวิตและเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดของชีวิตในโลกที่มีกระแสความเปลี่ยนแปลงทางด้านวิทยาศาสตร์และเท คโนโลยีอย่าง รวดเร็ว และส่งผลกระทบให้วิถีดำรงชีวิตต้องเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วเช่นเดียวกันการศึกษายิ่งมีบทบาทและความจำเป็น มากขึ้นด้วย การศึกษาที่จะช่วยให้ทุกคนมีชีวิตที่ดี มีความสุข จะต้องมีลักษณะ ที่สำคัญดังนี้ 1. เป็นการศึกษาที่ให้ความรู้ และทักษะพื้นฐานที่จำเป็นอย่างเพียงพอ เช่น ความรู้และทักษะทางด้านภาษา การคิดคำนวณ ความเข้าใจหลักการทางวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี เป็นต้น สภาพปัจจุบันมีความจำเป็นต้องสนับสนุนให้ทุกคนได้รับการศึกษาขั้น พื้นฐานอย่างน้อย 12 ปี จึงจะเพียงพอกับความต้องการและความจำเป็นที่จะยกระดับ คุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น 2. การศึกษาทำให้คนเป็นคนฉลาด เป็นคนมีเหตุผล คิดเป็นแก้ปัญหาเป็น และ รู้จักวิธีแสวงหาความรู้เพื่อพัฒนาตนเอง และเพื่อการงานอาชีพ 3. การศึกษาต้องสร้างนิสัยที่ดีงาม ให้เกิดขึ้นกับผู้เรียนโดยเฉพาะนิสัยรักการ เรียนรู้ และนิสัยอื่น ๆ เช่นความเป็นคนซื่อสัตย์ ขยัน อดทน รับผิดชอบ เป็นต้น 4. การศึกษาต้องสร้างความงอกงามทางร่างกาย มีสุขภาพพลามัยที่ดี รู้จัก รักษาตนให้แข็งแรง ปลอดจากโรคภัยไข้เจ็บ และสารพิษ 5. การศึกษาต้องทำให้ผู้เรียนไม่เป็นคนเห็นแก่ตัว เห็นความสำคัญของประโยชน์ส่วนรวมให้ความร่วมมือกับผู้อื่นในสังคม อยู่รวมกับผู้อื่น ช่วยเหลือผู้อื่น ช่วยสร้างสังคมที่สงบเป็นสุข รักษาสิ่งแวดล้อมให้ยั่งยืน 6. การศึกษาต้องทำให้คนมีทักษะการงานอาชีพที่เพียงพอกับการเข้าสู่การงานอาชีพ รู้จักการประกอบอาชีพและรู้จักพัฒนาการงานอาชีพ ทั้ง 6 ประการ เป็นพื้นฐานทางการศึกษาที่จำเป็น ที่คนจะต้องได้รับรู้อย่างทั่วถึงทุกคน ถ้าทุกคนได้รับอย่างครบถ้วน เพียงพอก็จะทำให้เกิดทักษะลักษณะและนิสัยที่พึงประสงค์ได้ การศึกษาจึงไม่ใช่สิ่งจำเป็นเพียงสำหรับคนบางคน แต่เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับคนทุกคนโดยเฉพาะผู้ที่ขาดความพร้อมในปัจจัยต่าง ๆ เพื่อการดำรงชีวิตที่มีคุณภาพ ยิ่งมีความ จำเป็นมากที่สุด คนที่ขาดความพร้อมต้องการการศึกษามาก มักเป็นกลุ่มคนที่ถูกลืมตลอดเวลา การศึกษาที่ได้รับก็มักเป็นบริการที่กระท่อนกระแท่น ไม่เพียงพอกับการเรียนรู้ที่เหมาะสม ไม่พอแม้เพียงเพื่อดำรงชีวิตให้อยู่รอดปลอดภัย ตรงข้ามกับผู้ที่มีความพร้อมพอจะช่วยตนเองได้ กลับได้รับบริการที่มีคุณภาพและปริมาณที่ดีกว่ามาก ดังจะเห็นได้จากสถานศึกษาในเมืองกับในชนบท ที่มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนในทุก ๆ ด้าน ซึ่งถ้าเป็นเช่นนี้ การศึกษานอกจาก จะไม่สามารถสร้างความพร้อมที่เพียงพอกับผู้ต้องการแล้ว ยังส่งเสริมให้ช่องว่างระหว่าง คนรวยกับคนจนแตกต่างกันมากขึ้นด้วย เพื่อให้การศึกษาเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างชาติ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องปรับยุทธศาสตร์การศึกษาเสียใหม่ให้หันมาให้ความสำคัญกับคนยากจนคนเสียเปรียบ และคนด้อยโอกาสให้มากขึ้นทรัพยากรของรัฐต้องนำมาใช้จ่าย เพื่อปรับปรุงบริการการศึกษา สำหรับคนยากจนให้ดีขึ้นเป็นพิเศษ ให้เพียงพอกับการสร้างลักษณะสิสัยและความพร้อมที่จำเป็น ถ้าคนยากจน คนเสียเปรียบ คนด้อยโอกาสได้รับการศึกษาที่เหมาะสม และมีคุณภาพ แล้ว ปัญหาต่าง ๆ ในบ้านเมืองก็จะลดน้อยลงไปโดยปริยายและยังทำให้เขากลายเป็นกำลัง สำคัญทางเศรษฐกิจของประเทศได้อย่างดีด้วย การศึกษานอกจากเป็นปัจจัยที่ 5 แล้ว ยังเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดของชีวิต และเป็นปัจจัยเพื่อความรุ่งเรืองของประเทศชาติในอนาคตอีกด้วย เราจงฝากความหวังของชาติ ด้วยการพัฒนาการศึกษากันเถิด
อ้างอิงจาก http://www.student.chula.ac.th/~49447199/Related%20word.htm

ใครอยากเรียนเก่ง..ฟังทางนี้


ใคร..อยากเรียนเก่ง..ฟังทางนี้ อันดับแรก นักเรียนต้องมีความมุ่งมั่น...ตั้งใจเรียน...ไม่มีใครช่วยเราได้.... นอกจาก ตัวของเราเองต้องช่วยตัวเองก่อนที่จะหวังให้ผู้อื่นช่วย การทำความเข้าใจกับครูผู้สอน...ในแต่ละวิชา...ว่า..มีการให้คะแนนอย่างไร....คะแนนเก็บเท่าไร...คะแนนสอบเท่าไร...วางแผนทำคะแนนให้ดีในแต่ละบทได้อย่างไรตั้งเป้าหมายอย่างชัดเจนว่าจะอ่านแต่ละวิชา หรือทำการบ้านมากน้อยแค่ไหนและลงมือทำอย่างเต็มที่จนเสร็จบางวิชาที่ยากๆให้รวมกลุ่มกับเพื่อนๆ ช่วยกันติว ช่วยกันเรียน ผลัดกันค้นคว้า ตั้งคำถาม จะช่วยให้เก่งกันยกกลุ่มมีเวลาอ่านหนังสือทบทวนบทเรียนทุกๆวัน วันละนิดวันละหน่อย ฝึกจนเป็นนิสัย อย่าตั้งใจเรียนหนังสือเป็นพักๆตั้งใจฟังครูให้มากที่สุด จะได้เกิดสมาธิ มีใจจดจ่อ มีความสนใจในการเรียนอย่างเต็มที่ควรมีโต๊ะและเก้าอี้สำหรับนั่งอ่านหนังสือและทำการบ้านที่บ้าน สิ่งแวดล้อมที่ดีจะช่วยให้เรามีสมาธิในการเรียนมากขึ้นนะคะควรทำการบ้านหรือรายงานที่ได้รับมอบหมายให้เสร็จสิ้นทันกำหนดเวลา เพราะถ้าเราทำเสร็จเร็ว เราจะมีเวลาในการอ่านหนังสือมากขึ้นฝึกทักษะการเรียนอยู่เสมอ ฝึกอ่านให้เร็วขึ้น จดบันทึกให้เป็นระบบ มีการจัดระเบียบความคิด การสรุปเนื้อหาจะช่วยในการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆควรจัดลำดับความสำคัญของสาระวิชาที่ต้องทำก่อนหลัง หัวข้อไหนไม่เข้าใจ ต้องเรียงลำดับไว้ และเมื่อมีเวลาให้รีบทำความเข้าใจที่สำคัญ "ความขยัน ทั้ง 4" คือ ขยันเรียน ขยันอ่าน ขยันท่อง ขยันทำการบ้าน เป็นสิ่งสำคัญนะจ๊ะ ชนะใจตัวเองในการลุกขึ้นมาอ่านหนังสือ ทบทวนบทเรียนบ้าง ให้คิดเสียว่า "ในขณะที่เราหลับ..คนอื่น..กำลังตื่นและอ่านหนังสือ ในขณะที่เราตื่นอ่านหนังสือ..คนอื่นก็อ่านได้มากกว่าแล้ว" การผลัดวันประกันพรุ่ง อาจทำให้เราเสียเวลาและโอกาสดีๆได้นะคะขอเป็นกำลังใจ ให้กับนักเรียนทุกคน ขยันๆ ตั้งใจเรียน และที่สำคัญ เป็นเด็กดีนะคะ เพื่อตัวของเราเอง แล้วยังส่งผลสู่คนรอบข้างด้วยนะจะบอกให้.

กิจกรรมการอบรมหัวหน้าหมวดผู้บำเพ็ญประโยชน์

หลังจากการประชุมเชิงปฏิบัติการเมื่อ24-30 เมษายน 2552 แล้ว ครูมีโอกาส ได้เข้ารับการอบรม หัวหน้าหมวดผู้บำเพ็ญประโยชน์ ณ สมาคมผู้บำเพ็ญประโยชน์ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อจะได้นำความรู้ที่ได้รับมาใช้กับการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ผู้บำเพ็ญประโยชน์ กับนักเรียนต่อไป โดย ได้เข้ารับการอบรมในช่วงวันที่ 8-12 พฤษภาคม 2552 โดยมีครูกับคุณครูจินตนา ชุ่มสูงเนิน แล้วเราจะได้เรียนรู้ไปพร้อมๆกับกิจกรรมสนุกๆนะคะ

ภาพกิจกรรมการประชุมเชิงปฏิบัติการการสร้างเครือข่ายการเรียนรู้

สวัสดีค่ะ วันนี้ มีภาพจากการประชุมเชิงปฏิบัติการการสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ 8 กลุ่มสาระ มาฝาก ในช่วงวันที่ 24-30 เมษายน 2552 ณ โรงแรมแม็กซ์ กรุงเทพมหานคร เป็นการเขียนบทความเชิงวิชาการที่เกี่ยวกับสาระการเรียนรู้ เหมาะสำหรับนักเรียนเป็นอย่างยิ่ง มีสิ่งใหม่ๆ ความรู้ใหม่ๆ อย่าลืมเข้าไปเยี่ยมชมนะคะ
ในสหวิชาดอทคอม

หยุดคิดสักนิด...ก่อนที่จะสายเกินไป

ใครมีเรื่องราวดีๆ ประสบการณ์ต่างๆในชีวิต ที่สามารถใช้เป็นบทเรียน เป็นตัวอย่างในการสอนน้องๆ
เพื่อเป็นข้อคิด เตือนใจ เติบโตไปเป็นผู้ใหญ่ที่ดี ก็ขอเชิญส่งกันมาได้นะคะ

ประเมินผลอย่างไร...ไม่เครียด

ในพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ได้ระบุถึงวิธีการประเมินการจัดกระบวนการเรียนรู้ไว้ว่า ให้สถานศึกษาจัดการประเมินผลผู้เรียน โดยพิจารณาจากพัฒนาการของผู้เรียน ความประพฤติ การสังเกตพฤติกรรมการเรียน การร่วมกิจกรรมและการทดสอบควบคู่ไปในกระบวนการเรียนการสอน ตามความเหมาะสมของแต่ละระดับและรูปแบบการศึกษา นอกจากนั้นการประเมินผลผู้เรียนยังต้องเกี่ยวข้องกับหลักการสำคัญคือ ใช้วิธีการที่หลากหลายในการประเมินผู้เรียน ใช้วิธีการที่หลากหลายในการจัดสรรโอกาสเข้าศึกษาต่อ จากข้อความข้างต้นจะเห็นได้ว่า ครูผู้สอนจะต้องใช้วิธีการประเมินผลที่หลากหลาย และเปิดกว้างทางความคิด เพราะการประเมินผลในปัจจุบันเป็นการประเมินผลเพียงเนื้อหาที่อยู่ในบทเรียนเท่านั้น ไม่มีการเปิดโอกาสให้พวกเราได้ใช้ความคิดเท่าที่ควร สอบแล้วตัดสินเลยว่าได้ หรือตก คนที่สอบตก ถ้าผู้ปกครองทราบ บางคนอาจโดนทำโทษซ้ำอีก พวกเราจึงเกิดความเครียด กลัวการสอบตกมากกว่าการไม่มีความรู้ความสามารถเสียอีก การประเมินผลในอนาคตควรมีลักษณะดังต่อไปนี้ ๑) ควรมีการประเมินจากพฤติกรรมในการเรียนของเราด้วย เช่น ความกระตือรือร้น ความรับผิดชอบ ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ คุณธรรม จริยธรรม โดยครูใช้วิธีการที่หลากหลาย เช่น การสังเกต การพูดคุย การสอบถาม การสัมภาษณ์ เป็นต้น เพื่อให้ได้ข้อมุลที่ตรงกับความเป็นจริงมากที่สุด ๒) ข้อสอบควรมีลักษณะที่หลากหลายทั้งปรนัยและอัตนัยและควรมีทุกแนว เช่น ความรู้ความจำ การวิพากษ์วิจารณ์ ฯลฯ หากเป็นข้อสอบแบบปรนัยควรเปิดโอกาสให้พวกเราได้แสดงเหตุผลว่า ทำไมจึงเลือกตอบตัวเลือกนี้ ถึงแม้ว่าคำตอบจะไม่ตรงกับเนื้อหาในตำราเรียนหรือที่ครูสอน แต่มีการอ้างเหตุผลที่ดีก็น่าจะได้คะแนนด้วย ๓) ควรมีการประเมินผลจากการสอบปากเปล่าด้วย เพราะบางคนถนัดการพูดแต่ไม่ถนัดการเขียน เพราะฉะนั้นควรมีการประเมินผลโดยใช้วิธีนี้ด้วยเพื่อให้เกิดความยุติธรรมมากยิ่งขึ้น ๔) การประเมินผลงานควรให้บุคคล 4 กลุ่มเป็นผู้ประเมินคือ ตัวเราเอง เพื่อน ครูผู้สอน และบุคคลภายนอก โดยอาจจะเป็นครูท่านอื่นหรือผู้ปกครองก็ได้ ๕) ทุกครั้งที่มีการประเมินผลควรมีการวิพากษ์วิจารณ์เสนอแนะในทางที่สร้างสรรค์ด้วย ส่วนผู้ที่ทำหน้าที่ประเมินก็ควรจะทำหน้าที่ให้สมบูรณ์แบบ และทำใจเป็นกลางให้มากที่สุดเพื่อให้ได้ข้อมูลที่แท้จริง เพื่อพวกเราจะได้นำไปใช้ในการปรับปรุงตัวให้ถูกต้องต่อไป นอกจากการประเมินโดยผู้อื่นแล้ว การประเมินตนเอง ของผู้เรียนก็เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่จะต้องปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ วิธีที่สามารถประเมินว่าเราเข้าใจเรื่องที่เรียนแล้วหรือไม่คือ ๑) ทบทวนเนื้อหาของเรื่องนั้น ๆ ด้วยการพูดหรืออธิบายให้ผู้อื่นฟัง วิเคราะห์เหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในเนื้อหา คิดในเชิงสร้างสรรค์ ถ้าสามารถทำได้แสดงว่าเข้าใจเนื้อหาแล้ว ๒) ทำแบบฝึกหัดเกี่ยวกับเรื่องนั้น ๆ ให้ได้มากที่สุดโดยทำข้อสอบในทุก ๆ ประเภท ทุกลักษณะ ๓) การสอนและอธิบายเพื่อนได้อย่างเข้าใจและถูกต้องด้วยเมื่อเพื่อนขอความช่วยเหลือ สามารถตอบข้อสงสัยของเพื่อนได้อย่างชัดเจนในทุกประเด็น ๔) เรื่องใดที่ต้องอาศัยการปฏิบัติก็จะลงมือปฏิบัติจริง ถ้ายังประสบปัญหาอยู่แสดงว่ายังไม่เข้าใจอย่างแท้จริง ๕) ประเมินจากการทำข้อสอบหรือการทดสอบของครู ๖) สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ดี ๗) สามารถทำความเข้าใจเนื้อหาที่สูงขึ้น ละเอียดขึ้นหรือยากขึ้นได้อย่างดี แต่ใช่ว่าการที่เราเข้าใจในบทเรียนนั้นดีแล้ว เราจะไม่ต้องทบทวนในบทเรียนอีก เราควรที่จะกลับมาทบทวนในบทเรียนเก่า ๆ อยู่เสมอเพื่อเป็นการเตือนความทรงจำและความเข้าใจนั้นให้อยู่คู่กับตนองตลอดไป การประเมินผลที่ดีคือการที่ทำให้เรารู้ตนเองว่า เรารู้ เข้าใจ ชอบหรือไม่ชอบอย่างไร รู้ว่าเรายังบกพร่องตรงไหน และต้องปรับปรุงเรื่องอะไรอีกบ้าง

จาก เรียนอย่างนี้...มีความสุข : บันทึกของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา. สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ. ๒๕๔๔. หน้า ๒๒ - ๒๕

การเรียนการสอนยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ เสริมสร้างหรือทำลายการศึกษา

กองบรรณาธิการ รายงานปฏิรูปการศึกษาไทย

ด้วยความสับสนและลักลั่นในความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องการจัดการเรียนการสอนที่เรียกว่ายึดผู้เรียนเป็นสำคัญ จึงนำไปสู่ข้อผิดพลาดอันอาจจะก่อให้เกิดการทำลายคุณภาพของการศึกษา เช่น ครูบางคนปล่อยให้ผู้เรียนเรียนตามลำพัง กิจกรรมหนักไปทางการศึกษา ค้นคว้าจากหนังสือและสื่อต่าง ๆ ตามความสนใจ จนบางครั้งคล้ายกับไร้ทิศทาง ไร้มาตรฐาน ดังนั้นเพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องและให้การจัดการเรียนการสอนเป็นไปในทิศทางเดียวกัน กองบรรณาธิการจึงขอนำบทความของ ดร.สงบ ลักษณะ รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ที่ได้แยกประเด็นต่าง ๆ ออกมาได้อย่างน่าสนใจ พร้อมกันนี้ยังได้ฝากบอกมาว่า ครูจะต้องปรับเปลี่ยนความเชื่อ ความคิด และวิธีปฏิบัติบางประการ จากความคิดเดิมเป็นความคิดใหม่ เมื่อนั้นการจัดการเรียนการสอนโดยยึดผู้เรียนเป็นสำคัญจึงจะได้ผลสูงสุด ความคิดเดิมมุ่งไปที่การดูว่าครูมีวิธีสอนที่ทำให้เด็กมีกระบวนการเรียนรู้ที่หลากหลายเน้นการคิดเอง ปฏิบัติเอง แต่ความคิดใหม่ความสำเร็จอยู่ที่ผลลัพธ์ของผู้เรียน คือผู้เรียนทุกคนมีผลการเรียนรู้ที่สมบูรณ์ครบถ้วนตามความมุ่งหมายของหลักสูตร แม้ผู้เรียนแต่ละคนจะมีความแตกต่างกัน แต่ครูมีฝีมือที่จะทำให้ผู้เรียนทุกคนบรรลุผลตามที่พึงปรารถนาได้ ความคิดเดิมเชื่อว่า ผู้เรียนมีความสามารถต่างกันจึงมีผลการเรียนไม่เท่ากัน แต่ความคิดใหม่ผู้เรียนทุกคนสามารถเรียนรู้ได้เท่ากัน ถ้าครูจัดวิธีการเรียนให้เหมาะกับความสามารถของเขา ความคิดเดิม ผู้เรียนเรียนรู้จากการอ่าน การฟัง การฝึก และการจดจำ แต่ความคิดใหม่ ผู้เรียนเรียนรู้จากได้รับประสบการณ์จากแหล่งต่าง ๆ จากการค้นคว้า ทดลอง ปฏิบัติ สอบถามผู้รู้ วิเคราะห์ แลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน ความคิดเดิม ผลการเรียนคือความรู้ที่แสดงออกด้วยการจดจำความจริง กฎ เกณฑ์ต่าง ๆ ที่เป็นเนื้อหา แต่ความคิดใหม่คือความสมดุลของความรู้ ความคิด ความสามารถในการวิเคราะห์ สังเคราะห์ ประยุกต์ใช้ การแก้ปัญหา การเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ เป็นต้น ความคิดเดิม ครูมีกระบวนการสอนที่เป็นมาตรฐานตามตัวใช้กับผู้เรียนทุกคน แต่ความคิดใหม่ ครูรู้จักจุดเด่นจุดด้อยผู้เรียนรายบุคคล ใช้กระบวนการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นและหลากหลาย ความคิดเดิม ปล่อยให้เด็กทำกิจกรรมเรียนรู้ตามลำพัง ครูเป็นผู้อำนวยความสะดวก แต่ความคิดใหม่ครูทำหน้าที่พี่เลี้ยง ให้คำแนะนำ ร่วมวางแผน ติดตามผลการทำกิจกรรม ความคิดเดิม การวัดผลประเมินผลมีจุดอ่อนในการยึดเพียงเนื้อหาตามตำรา แต่ความคิดใหม่เน้นการติดตามผลการเรียนรู้ของเด็กเป็นรายบุคคลตลอดเวลา ใช้วิธีการวัดและการประเมินมีหลายอย่าง ทั้งการประเมินจากพฤติกรรม ผลงาน ข้อสอบ เป็นต้น หัวใจสำคัญของความสำเร็จในการจัดการเรียนการสอนที่ยึดผู้เรียนเป็นสำคัญอยู่ที่ความเป็นครูมืออาชีพที่มุ่งมั่น คิดค้น แสวงหาวิธีการต่าง ๆ ที่จะช่วยให้ผู้เรียนทุกคนมีความสำเร็จในการเรียนรู้เต็มศักยภาพ ครบถ้วนตามมาตรฐาน โดยใช้พื้นฐานของความรักและความเมตตาที่ครูมีต่อผู้เรียนทุกคนอย่างแท้จริง ขอขอบคุณกับบทความดี ๆ แบบนี้ ที่ได้วิเคราะห์ออกมาให้เห็นในแง่มุมต่าง ๆ หวังว่าสาระที่ผู้อ่านได้รับจะเป็นประโยชน์ในการกำหนดทิศทางให้กับตัวเองนำไปปฏิบัติได้อย่างถูกต้องมากยิ่งขึ้น

รายงานปฏิรูปการศึกษาไทย. ปีที่ 3 ฉบับที่ 46. 15 ตุลาคม 2544.

เวลานั้นสำคัญไฉน

โชคชัย แซ่เฮ็ง
เราสามารถสัมผัสได้ถึงการผ่านพ้นไปของเวลาได้ด้วยประสบการณ์และการสังเกตสิ่งที่อยู่รอบข้าง เรารู้สึก คิด และอยู่ภายใต้การเคลื่อนที่ของเวลา อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ นักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่ กล่าวไว้ว่า "มิติ และเวลา สามารถรับรู้ด้วยความคิด ไม่ใช่เพราะเราเป็นอยู่" ดังนั้น การที่เรารู้จักค่าของเวลา ไม่ว่าจะอยู่ในรูปของนาฬิกา หรือปฏิทิน ถือเป็นสิ่งที่มนุษย์ค้นพบ การวัดค่าของเวลา เป็นศาสตร์มาตั้งแต่อารยธรรมโบราณ ต่อเนื่องมาจนกระทั่งปัจจุบัน มนุษย์โครมันยอง รู้จักสังเกตและบันทึกการเปลี่ยนแปลงดิถีของดวงจันทร์ตั้งแต่ราว ๓๐,๐๐๐ ปีที่ผ่านมา ในขณะที่หน่วยของเวลาเพิ่งเริ่มต้นนับได้อย่างแม่นยำราว ๔๐๐ ปีที่ผ่านมา และนาฬิกาอะตอมซึ่งให้ความแม่นยำในระดับ ๑ ใน ล้านของวินาทีเพิ่งจะมีไม่ถึง ๕๐ ปีเท่านั้น การกำหนดเทียบเวลานั้นเป็นทั้งเลนส์ที่ส่องถึงปรากฏการณ์ที่มนุษย์สังเกตเห็นบนฟากฟ้า และยังเป็นทั้งกระจกที่สะท้อนถึงความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และอารยธรรมของมวลมนุษยชาติ เป็นเวลากว่าพันปีแล้วที่มนุษย์พยายามที่จะหาหน่วยสำหรับการวัดและสอบเทียบเวลา จะเห็นได้ว่าสิ่งนั้นไม่ว่าจะเป็นอุปกรณือะไรก็แล้วแต่ ล้วนมีความหมายที่จะพยายามเทียบเกณฑ์ดังกล่าวเข้ากับสิ่งแวดล้อมรอบตัวที่มีการเคลื่อนที่เป็นรอบหรือวัฎจักรทั้งสิ้น สิ่งแวดล้อมนั้นอาจเป็นได้ทั้งโลก ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ หรือดาวฤกษ์ ขึ้นกับว่าอารยธรรมหรือยุคสมัยนั้นให้ความสำคัญกับสิ่งใดมากกว่า
ยุคอียิปต์โบราณ
ตั้งแต่ยุคอียิปต์โบราณ เมื่อครั้งที่มนุษย์นับถือดวงอาทิตย์และท้องฟ้าเป็นพระเจ้า ชาวอียิปต์ได้สังเกตความสัมพันธ์ระหว่างการเคลื่อนที่ของดวงอาทิตย์รอบโลกกับการท่วมตลิ่งของแม่น้ำไนล์ในแต่ละปี ซึ่งเป็นสัญญาณเข้าสู่ฤดูกาลใหม่นั้น ชาวอียิปต์สามารถนับวันได้เท่ากัน ๓๖๕ วันต่อรอบ ถือเป็นต้นกำเนิดของช่วงเวลา ๑ ปีมีค่าเท่ากับ ๓๖๕ วันขึ้นเป็นครั้งแรก ต่อมาการสังเกตดังกล่าวได้ละเอียดขึ้นเมื่อชาวอียิปต์ได้เริ่มสังเกตการเคลื่อนที่ของดาวโจร หรือดาวซีริอัส ซึ่งเป็นดาวที่สุกสว่างตอนกลางคืน และพบว่า ในวันที่ครบรอบปีในแต่ละปีนั้น ดาวซีริอัสจะเคลื่อนที่มาช้ากว่าเดิมไปประมาณ ๖ ชั่วโมง หรือประมาณ ๑ ใน ๔ วันต่อปี ดังนั้น ชาวอียิปต์จึงได้ปรับปรุงให้ ๑ ปี มีค่าเพิ่มขึ้นเป็น ๓๖๕.๒๕ วัน นอกจากนี้ราว ๑,๖๐๐ ปีก่อนคริสตศักราช ชาวอียิปต์ได้สร้างนาฬิกาแดดขึ้นเพื่อใช้บอกเวลาในแต่ละวัน โดยอ้างอิงเวลากับการเคลื่อนที่ของดวงอาทิตย์รอบโลกในแต่ละวัน แต่นาฬิกาแดดก็มีข้อจำกัดที่จะใช้งานได้ก็ต่อเมื่อมีแสงแดดเท่านั้น และนาฬิกาแดดที่สร้างขึ้นจากที่หนึ่งไม่สามารถใช้อ้าอิงกับอีกสถานที่หนึ่งได้ อ่านต่อคลิก

กงล้อแห่งความดี

ส่วนขอบรอบนอกของล้อรถหรือล้อเกวียน เรียกว่า "กง" สมัยก่อนกงล้อเกวียนทำด้วยไม้หลายชิ้นมาต่อกันเข้าเป็นวงกลม แต่ละชิ้นมีความแข็งแรงและถูกตรึงเป็นเนื้อเดียวกันด้วยสลัก คุณภาพของกงล้อย่อมเกิดจากคุณภาพของชิ้นส่วนแต่ละชิ้นที่นำมา ต่อตรึงเข้าด้วยกันอย่างมีคุณภาพ
"กงล้อของความเป็นครู" จะมีคุณภาพได้ก็ต้องอาศัยความเกี่ยวโยงสัมพันธ์กันอย่างมีคุณภาพของ "ชิ้นส่วน" ต่าง ๆ ที่มีคุณภาพ ชิ้นส่วนกงล้อของความเป็นครูดีประกอบด้วย
1. คุณสมบัติดี คือ มีคุณสมบัติและคุณลักษณะดี เช่น ความรู้ ความสามารถ บุคลิกภาพ สุขภาพ คุณวุฒิ นิสัย วิสัยทัศน์ ค่านิยม คุณธรรมประจำตัว ประจำใจของครูแต่ละคน
2. ปฏิบัติตนดี คือ เป็นพลเมืองดีและปฏิบัติตามจรรยาบรรณครู
3. ปฏิบัติงานดี คือ วางแผนดี สอนดี แนะแนวดี จัดกิจกรรม การเรียนรู้ดี ปกครองดี ประเมินผลดี ทำทุกอย่างด้วยความตั้งใจดี และเป็นกัลยาณมิตรต่อศิษย์ทุกคน
4. ผลงานดี คือ ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ ฉลาด คิดเป็น เก่ง เป็นคนดี มีวินัย มีความสุข พึ่งตนเองได้
5. สวัสดิการดี คือ ได้รับผลตอบแทนเป็นสวัสดิการและความก้าวหน้าทางอาชีพอย่างเหมาะสมกับการปฏิบัติและผลงานที่เกิดขึ้น
6. ศักดิ์ศรีดี คือ ได้รับการยกย่องและให้เกียรติจากผู้ร่วมงาน ชุมชนและสังคมว่าเป็นผู้มีคุณค่าต่อชุมชน สังคมและประเทศ
ชิ้นส่วนทั้ง 6 นี้ ประกอบกันเข้าเป็นวงล้อแห่งความ
เป็นครูดี ไม่ต้องถามว่าจะเริ่มจากชิ้นส่วนใดก่อน เพราะมีหลายชิ้น ซึ่งสามารถเริ่มและดำเนินไปพร้อม ๆ กันได้

จาก เส้นทางปฏิรูปการศึกษาไทย ปีที่ 1 ฉบับที่ 14 วันที่ 5 ตุลาคม 2542

ภัย...ชีวิต

ภยั อนั ตรายกบั ชวีติ เปน็ ของคกู่ นั เพราะขณะที่เรากาํลงัมชี วี ติ ชวีติ ของเราตอ้ งเสยี่ งกบั การไดร้บั อบุ ตั ิภัยตลอดเวลา เช่น ทุกครั้งที่เราเปิดหรือปิดสวิตช์ไฟฟ้า เราเสี่ยงกับการถูกไฟช็อต หรือเวลาเราเดินทางโดยเครื่องบิน เรือ หรือรถยนต์ เรามีภัยเครื่องบินตก เรือล่ม และรถชน นอกจากภัยที่เกิดจากการรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของเราแล้ว เราก็ยังมีภัยธรรมชาติ เช่น ภัยกัมมันตรังสี ภัยแล้ง ภัยอุกกาบาตชนโลก ภัยแผ่นดินไหว ภัยสิ่งแวดล้อมเป็นพิษ ฯลฯ อีกด้วย
สงครามใจระหว่างมนุษย์กับภัยจึงมีตลอดเวลาและมนุษย์ก็ได้พยายามหาวิธีพิชิตหรือกำ จัดภัย
อันตรายเหล่านี้ เช่นได้มีการรณรงค์ให้คนเลิกสูบบุหรี่เพื่อลดภัยมะเร็ง บอกให้ลดบริโภคอาหารที่มีไขมันมากเพอื่ ปอ้ งกนั การเปน็ โรคหวัใจ บงัคบั ใหส้ญั จรชนคาดเขม็ ขดั นริภยั หรือสวมหมวกกันนอ็กขณะเดินทาง เพื่อลดอุบัติภัยรถชน ใช้กล้องโทรทรรศน์ส่องดูการเคลื่อนที่ของอุกกาบาตต่างๆ เพื่อหาทางป้องกันกรณีมีอุกกาบาตจะพุ่งชนโลก เป็นต้นนักจิตวิทยาได้พบว่า........
อ่านต่อคลิก

ทำไมมนุษย์ชอบ...ซูบซิบ

เหตุใดคนเราจึงชอบซุบซิบเรื่องชีวิตคนอื่น ในหนังสือพิมพ์แทบทุกฉบับจะมีคอลัมน์ที่เขียนถึงเกร็ด
ชีวิตคนดัง หนุ่มสาวไฮโซ นักการเมือง และดาราภาพยนตร์ คนอ่านหนังสือพิมพ์เหล่านี้ติดตามและสนใจ
อ่านข่าวประเภทนี้ยิ่งกว่าข่าวการอดอาหารตายของเด็กๆ ในประเทศโซมาเลีย หรือข่าวสงครามกลางเมืองในประเทศบอสเนียเสียอีก
คำ ตอบมีอยู่ว่า นิสัยซุบซิบกับชีวิตนั้นเป็นสิ่งที่ธรรมชาติให้มาคู่กัน
ธรรมชาติได้สร้างสมองของมนุษย์ให้มี
ขนาดใหญ่ หากเราเปรียบเทียบสมองมนุษย์
กับสมองสัตว์อื่นๆ เราจะเห็นว่า.....อ่านต่อคลิก (ข้อมูลจากสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี)

การเลี้ยงลูกที่ดี...

ตำ ราเลี้ยงเด็กมักจะเขียนไว้ว่า หากเราจะอุ้มทารกทุกครั้งที่เขาร้องไห้ ทารกคนนั้นจะเติบใหญ่เป็น
ผใู้หญ่ที่อ่อนแอ และเอาแตใ่จตวัเอง เพราะเขาได้ใช้เสียงร้องไห้เรียก
ร้องความสนใจและการตามใจจากผู้ใหญ่ บางตำ ราสอนห้ามมิให้ผู้
ใหญห่ ลบั นอนเรียงเตียงเดียวกับเด็กเล็กๆ เพราะเวลาผู้ใหญ่กลิ้งไป
ทับเด็ก ทารกน้อยๆ จะหายใจไม่ออก หรือบางตำ ราก็กำ ชับว่า แม่
ที่ดีจะต้องใช้เวลาอยู่กับลูกทุกวันและหัดพูดคุยกับเด็กเพื่อให้เด็กมี
พัฒนาการทางสมอง...
อ่านต่อคลิก

ธรรมชาติของการนินทา

ความอยากรู้อยากเห็นเรื่องราวชีวิตของบุคคลอื่นเป็นความรู้สึกพื้นฐานรูปแบบหนึ่งที่มนุษย์ทุกคนมี คนบางคนกระหายที่จะรู้มาก แต่บางคนก็แทบจะไม่อยากรับรู้ข้อมูลอะไรเลย เราคงสังเกตเห็นความต้องการลักษณะนี้ในหนังสือพิมพ์แทบทุกฉบับว่ามีเกร็ดข่าวคนดัง ข่าวซุบซิบของนักการเมือง ดาราภาพยนตร์ แก่-หนุ่ม-สาวไฮโซ หรือนักกีฬา และข่าวอะไรก็ตามของบุคคลดังกล่าวเหล่านี้ จะเป็นเรื่องฮอตที่คนหลายคนสนใจ หรือเวลาเราไปงานสังสรรค์ เรามักจะเห็นคนร่วมงานพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน แต่ถ้าเราเดินเข้าไปใกล้กลุ่มสนทนา เราก็คงจับความได้ว่า บุคคลที่คนกลุ่มนั้นกำลังกล่าวขวัญถึงหาได้อยู่ ณ ที่นั้นไม่
นักจิตวิทยาได้สำรวจพบว่า.... อ่านต่อคลิก

วาเลนไทน์ คุณมีความรักแบบไหน



ประวัติวันวาเลนไทน์

วันวาเลนไทน์ นั้นมีมาตั้งแต่สมัยจักรวรรดิโรมัน ในกรุงโรมสมัยก่อนนั้น วันที่ 14 กุมภาพันธ์ จะเป็นวันเฉลิมฉลองของจูโน่ ซึ่งเป็นราชินีแห่งเหล่าเทพและเทพธิดาของโรมัน ชาวโรมันรู้จักเธอในนามของเทพธิดาแห่ง อิสตรีและการแต่งงาน และในวันถัดมาคือวันที่ 15 กุมภาพันธ์ ก็จะเป็นวันเริ่มต้นงานเลี้ยงของ Lupercalia การดำเนินชีวิตของเด็กหนุ่มและเด็กสาวในสมัยนั้นจะถูกแยกจากกันอย่างเด็ดขาด แต่อย่างไรก็ตาม ยังมีประเพณี อย่างนึง ซึ่งเด็กหนุ่มสาวยัง สืบทอดต่อกันมา คือ คืนก่อนวันเฉลิมฉลอง Lupercalia นั้นชื่อของเด็กสาวทุกคนจะถูกเขียนลงในเศษกระดาษเล็ก ๆ และจะใส่เอาไว้ในเหยือก เด็กหนุ่มแต่ละคนจะดึงชื่อของเด็กสาวออกจาก อ่านต่อคลิก


ทำไมจึงชื่อ " วันวาเลนไทน์

วันที่ 14 กุมภาพันธ์ ของทุกปีเป็น วันวาเลนไทน์ ซึ่งพวกหนุ่มสาวมักจะรีบไปซื้อบัตรส่งทักทายกันส่งใจถึงกัน นับเป็นความนิยมมากขึ้น ประเพณีนี้เข้ามาสู่ประเทศไทยทีละเล็กละน้อย และดูเหมือนจะเป็นที่นิยมมากขึ้นทุกปี เป็นประเพณีที่หนุ่มสาวนิยมกันมากเป็นพิเศษที่สหรัฐอเมริกาและที่ประเทศอังกฤษทำไมจึงมีชื่อว่า “ วันวาเลนไทน์ ” และความหมายที่แท้จริงของวันนี้คืออะไร? และมาจากไหน?นักบุญ วาเลนไทน์ (Valentine) อ่านต่อคลิก



คิวปิด

คนทั่วไปรู้จัก คิวปิด ในภาพของเด็กน่ารักที่มีปีก มือถือคันธนูกับลูกศรและมีชื่อเสียงในเรื่องการยิงศรรักปักหัวใจของใครต่อใคร ศรรักของ คิวปิด หมายถึงความปรารถนาและอารมณ์แห่งความรัก คิวปิด จะเล็งลูกศรไปที่พระเจ้าและมนุษย์เพื่อทำให้พระเจ้ากับมนุษย์รักกันคิวปิดมักจะมีบทบาทในการเฉลิมฉลองความรัก ในกรีกโบราณ คิวปิด เป็นที่รู้จักกันในชื่อว่า เอโรส ลูกชาย แอฟโพไดท์ เทพธิดาแห่งความรักและความสวยงามแต่สำหรับพวกโรมัน เขาคือ คิวปิด และแม่ของเขาคือ .... อ่านต่อคลิก


ดอกไม้ " วันวาเลนไทน์

มนุษย์ได้ใช้ดอกไม้เป็นสื่อในการแสดงความรักต่อกันมานานแล้ว เราอาจจะคิดว่าดอกไม้เป็นสิ่งที่สามารถใช้สื่อความหมายเฉพาะความรักของหนุ่มสาวเท่านั้น แต่แท้จริงแล้ว ดอกไม้แต่ละชนิดสามารถสื่อความรักได้หลาย รูปแบบ ทั้งยังไม่จำกัดอายุและเพศอีกด้วย


กุหลาบตูม หมายถึง ...... อ่านต่อคลิก

คำขวัญวันเด็ก

ฉลาดคิด
จิตบริสุทธิ์
จุดประกายฝัน
ผูกพันรักสามัคคี

ขอให้เยาวชนเด็กไทยทุกคนเป็นคนดีของสังคม และเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่ดีในอนาคตสืบไป.